สวทช. จับคู่นวัตกรรม นำแอป QueQ หนุนธุรกิจท่องเที่ยวอ่าวไร่เลย์ จัดการความหนาแน่นนักท่องเที่ยวและท่าเทียบเรือพร้อมเดินหน้าส่งต่อนวัตกรรมในพื้นที่ ยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) นำเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการในโครงการบ่มเพาะธุรกิจ นำร่องที่ แอปพลิเคชัน QueQ (คิวคิว) เข้าไปเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ช่วยบริหารจัดการความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวในช่วงสถานการณ์หลังคลายล็อกดาวน์ รวมถึงความหนาแน่นของการจอดเรือในท่าเทียบเรือของอ่าวไร่เลย์แหลมพระนาง เพื่อยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยวในพื้นที่อ่าว ตอบโจทย์ “ไร่เลย์ โมเดล” ที่มุ่งจัดระเบียบและแผนพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับจังหวัดกระบี่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พร้อมใช้จาก สวทช. และพันธมิตร ส่งต่อเพื่อใช้งานจริงในพื้นที่ ช่วยแก้ปัญหาภาคธุรกิจท่องเที่ยวกระบี่ และเป็นจังหวัดต้นแบบท่องเที่ยวตามวิถีใหม่

นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สวทช. กล่าวถึงการสนับสนุนไร่เลย์โมเดล ของ สวทช. ว่า ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) เป็นหน่วยงานภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สวทช. ที่สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการจนในที่สุดสามารถดำเนินกิจการของตนได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยบริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการนวัตกรรมภายใต้โครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (Incubation) ของ สวทช. และได้รับทุน Startup Voucher หรือทุนสนับสนุนในโครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ของ สวทช. บทบาทหนึ่งที่สำคัญของศูนย์ BIC คือ การสนับสนุนการจับคู่นวัตกรรม (Innovation Matching) ระหว่างเจ้าของนวัตกรรม กับ ผู้ใช้งานจริง ดังเช่นชมรมธุรกิจการท่องเที่ยวอ่าวไร่เลย์แหลมพระนาง ไร่เลย์ โมเดล กับ บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน QueQ ด้วยการนำนวัตกรรมแอปพลิเคชันดังกล่าว ไปใช้งานจริงกับการจัดการความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวในช่วงสถานการณ์หลังคลายล็อกดาวน์ รวมถึงความหนาแน่นของการจอดเรือในท่าเทียบเรือของหาดไร่เลย์ด้วย ซึ่งนับเป็นการนำเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการในโครงการของศูนย์ BIC สวทช. เข้าไปเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่

นายสมบูรณ์ หง้าฝา ประธานชมรมธุรกิจการท่องเที่ยวอ่าวไร่เลย์แหลมพระนาง ไร่เลย์ โมเดล เปิดเผยว่า ชมรมผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวอ่าวไร่เลย์แหลมพระนาง จังหวัดกระบี่ เป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม และการท่องเที่ยวในพื้นที่อ่าวไร่เลย์ มีหน้าที่รับผิดชอบและกำกับดูแลด้านการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความสะอาดโดยรวมของพื้นที่ รวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในบริเวณพื้นที่อ่าวไร่เลย์แหลมพระนาง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางธรรมชาติและอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืน

เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตขึ้นมาก จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเกาะเป็นจำนวนมาก เกิดความคับคั่งและก่อให้เกิดมลภาวะด้านต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น เพื่อรักษาสภาพนิเวศและอนุรักษ์ธรรมชาติให้ยั่งยืน รวมถึงยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณฝั่งทิศตะวันตก และหาดพระนาง ซึ่งเป็นหาดที่สวยที่สุดติดอันดับโลก

ฉะนั้น ผู้ประกอบการในชุมชน และชมรมธุรกิจการท่องเที่ยวอ่าวไร่เลย์ฯ จึงมีความคิดเห็นรวมกันว่า ควรจัดระเบียบพื้นที่ใหม่ ภายใต้โครงการ “ไร่เลย์ โมเดล” ซึ่งเป็นโครงการเพื่อจัดระเบียบและแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่อ่าวไร่เลย์แหลมพระนาง โดยนำปัญหาด้านการท่องเที่ยวด้านต่าง ๆ ที่พบ ได้แก่ ปัญหาการเข้าออกของเรือบริเวณหน้าหาดอ่าวไร่เลย์ฝั่งทิศตะวันตก และหาดพระนาง ปัญหาความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเนื่องจากมีเรือเข้าออกตลอดเวลาทั้งวัน ส่งผลให้การพักผ่อน และการทำกิจกรรมทางน้ำ การว่ายน้ำ ดำน้ำ พายเรือคายัคของนักท่องเที่ยวไม่มีความปลอดภัย มีความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้ทั้งสองหาด ปัญหาขยะที่มากับเรือนักท่องเที่ยว มีเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน และปัญหาการใช้พื้นที่ชายหาดเกินความจำเป็น ในยามวิกาลมีเรือนักท่องเที่ยวเข้ามาทำกิจกรรมส่งเสียงดัง โดยไม่เคารพพื้นที่ เพื่อแก้ไขปรับปรุงและวางแนวทางการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสืบไป
“โครงการไร่เลย์โมเดล จะเป็นตัวอย่างการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติของประเทศไทย โดยมีแผนการดำเนินโครงการไร่เลย์โมเดล ได้แก่ การจัดระเบียบเรือเพื่อยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยวในพื้นที่อ่าวไร่เลย์ ทั้ง 3 หาด หาดอ่าวไร่เลย์ทิศตะวันตก หาดอ่าวไร่เลย์ทิศตะวันออก และหาดพระนาง การจัดการลดปัญหาการนำขยะบนชายฝั่งมาทิ้งพื้นที่อ่าวไร่เลย์ ห้ามนำขยะหรือขวดน้ำเข้ามาในพื้นที่ การจัดการยกระดับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว เช่น ติดตั้งระบบ CCTV ในเขตพื้นเส้นทางสัญจรสาธารณะ การจัดการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่ไปด้วย โดยตั้งเป้าที่การฟื้นฟูธรรมชาติ และท้ายสุดคือการปลูกฝังจิตสำนึกต่อธรรมชาติของนักท่องเที่ยวและเยาวชนรุ่นต่อไป” ประธานชมรมฯ ไร่เลย์ โมเดล กล่าว

ด้าน นายรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ประกอบการนวัตกรรมในโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี และ Startup Voucher ของ สวทช. เปิดเผยว่า แอปพลิเคชัน QueQ คือ แอปที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อจองคิวร้านอาหาร ที่ไม่ต้องรอ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการด้านอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย

ตั้งแต่สถานที่ท่องเที่ยว การสั่งอาหารกลับบ้านหรือการนั่งทานที่ร้าน การนัดหมายล่วงหน้าในร้านตัดผม ร้านเสริมสวย สปา หรือคลินิก การทำจุดรับของ (Drive Thru) ของซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสด เป็นต้น โดยในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยว แอป QueQ ได้นำมาใช้กับการจองล่วงหน้าเพื่อเข้าอุทยานแห่งชาติ โดยใช้จริงแล้วกับทุกอุทยานฯ ที่เปิดให้บริการจำนวน 127 แห่ง จากทั้งหมด 155 แห่ง และในส่วนของอ่าวไร่เลย์แหลมพระนาง จ.กระบี่ แอป QueQ ได้นำมาปรับใช้กับการจัดการเรื่องความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวของหาดไร่เลย์ ตรวจสอบคิวก่อนการเข้าเกาะ ด้วยระบบการจองคิวเข้าสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อบริหารจัดการการท่องเที่ยวตามแนวทาง Carrying Capacity โดยนักท่องเที่ยวสามารถจองใช้บริการการท่องเที่ยวล่วงหน้า ผ่านแอป QueQ เพื่อให้ง่ายต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการจอง และการลงทะเบียนเข้า-ออกแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงแอป QueQ ยังสามารถนำมาใช้กับการบริหารจัดการความหนาแน่นของการจอดเรือบริเวณท่าเทียบเรือของหาดไร่เลย์ได้ด้วย สอดคล้องกับไร่เลย์โมเดล ที่มีแผนการดำเนินการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติของประเทศไทย โดยแอป QueQ สามารถที่จะกำหนดจำนวนการให้บริการต่อช่วงเวลาได้ จองผ่านโมบายแอปหรือเว็บก็ได้ตามโควตาของแต่ละช่วงเวลา รวมถึงยังมีบริการจ่ายผ่านแอปด้วยช่องทางที่หลากหลาย สร้างรายงานการใช้บริการอัตโนมัติ รองรับผู้ใช้งานแบบไม่จำกัดจำนวน พร้อมมีทีมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และใช้เวลาขึ้นระบบเพียง 1 วันเท่านั้น

สวทช.จัดกิจกรรม Site Visit to Lab : ตอน FabLab วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ Fabrication Lab

ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. สายงานพัฒนากาลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สวทช. ดำเนินโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (FabLab) สืบเนื่องมาจากปี 2561 ครม. อนุมัติงบประมาณสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบต่อภาคสังคมอย่างกว้างขวาง (Big Rock Project) ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เราได้รับหน้าที่ดำเนินการโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย โดยหลัก ๆ โครงการฯ ส่งเสริมให้มีการจัดพื้นที่การเรียนรู้ “โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) หรือ FabLab อย่างที่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี นี้ขึ้น และมี FabLab แบบนี้กระจายอยู่ใน 68 จังหวัด 150 สถานศึกษา ทั้งโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษา 100 แห่ง และ วิทยาลัยเทคนิคอีก 50 แห่ง เพื่อพัฒนากิจกรรมสำหรับนักเรียนและครู ให้มีทักษะด้านวิศวกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงาน โดยฝึกทักษะการใช้เครื่องมือทางวิศวกรรม และเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเกิดแรงบันดาลใจ และสนใจในความเป็นนวัตกรต่อไปในอนาคต 

 ดร.อ้อมใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการสนับสนุนเครื่องมือต่าง ๆ ใน FabLab นั้น ทักษะเชิงวิศวกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเยาวชนไม่ได้หยิบจับใช้งาน ฝึกปฏิบัติการกับเครื่องมือต่าง ๆ ใน FabLab อาทิ เครื่องพิมพ์สามมิติเพื่อการเรียนรู้ เครื่องตัดเลเซอร์ เครื่องมือวัดค่าต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิทัล เป็นต้น ซึ่งตรงนี้โครงการฯ ต้องขอขอบคุณ STEM Lab ซึ่งเป็น Lab ต้นแบบ โดยเฉพาะเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ แต่สำหรับกลุ่มสถานศึกษาวิทยาลัยเทคนิคนั้น ด้วยการเรียนการสอนเชิงทักษะช่าง ซึ่งเยาวชนในสถานศึกษาเหล่านี้ ล้วนมีความสามารถและมีศักยภาพในตัวอยู่แล้ว จึงไม่ยากนักในการใช้งาน สิ่งที่ท้าทายต่อไปคือการประดิษฐ์ สร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ ออกมา ตรงนี้ FabLab เราอยากเห็นและให้ความสำคัญเป็นลำดับต่อไป 

ดร.อ้อมใจ กล่าวปิดท้ายว่า และจากสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่าทั่วโลก รวมถึงประเทศของเรา ต่างต้องเจอความยากลำบากอย่างมาก นักรบแนวหน้าของเราคือ บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งต้องทำงานต่อสู้อย่างหนัก ในวิกฤตินี้มีหลายหน่วยงานได้ช่วยผลิตและจัดทำเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลต่าง ๆ ใช้ในการป้องกันเบื้องต้น และใช้ปฏิบัติงานในการตรวจคัดกรองและรักษาผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ทาง บริษัท เอ็กซ์วายแซดพริ้นติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร่วมเป็นผู้สนับสนุนในกิจกรรมการประกวด FabLab2020 ทราบถึงเรื่องนี้ จึงได้มอบเครื่องพิมพ์สามมิติ ให้กับ FabLab สถานศึกษาในโครงการฯ และ FabLab บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. รวมจำนวน 20 เครื่อง พร้อมวัสดุการพิมพ์ หนึ่งในนั้นเป็นที่ FabLab วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ที่นี่ด้วย

อ.จำเนียร บัวแดง อาจารย์ประจำโครงการ FABLAB วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี กล่าวว่า การใช้ห้อง FabLab ของวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี จะมีครูดูแลคล้าย ๆ ห้องสมุดกลาง จำนวน 1 ท่าน ได้แก่ อ.สุธรรม ทรัพย์น้อย คอยให้คำแนะนำแก่นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการมาใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์ในห้อง FabLab โดยเน้นเรื่อง Safety first หรือความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือเป็นอันดับแรก และเรายังมีการเก็บข้อมูลสถิติการใช้งานห้องคล้าย ๆ ห้องสมุด แต่จะเน้นการใช้งานอุปกรณ์ เครื่องมือช่างเพื่อเสริมสร้างความรู้ให้นักเรียนของเราเป็นนวัตกรต่อไปในอนาคต

องค์ความรู้ที่เราได้จากพี่เลี้ยง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในโครงการ FabLab คือ การใช้งานเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในห้อง FabLab มีการอบรมการออกแบบ สร้างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อนำมาถ่ายทอดต่อให้กับนักเรียนของวิทยาลัย ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเลย

สำหรับผลงานเด่น ๆ ที่ได้รับรางวัลและชื่อเสียง ตัวอย่างเช่น เครื่องดูแลต้นบอนไซอัตโนมัติ เครื่องจ่ายยาอัตโนมัติเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุลืมทานยา ทั้งสองผลงานได้รับรางวัลจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และที่ภูมิใจที่สุดในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโควิด-19 วิทยาลัยเราได้ทำจิตอาสา จัดทำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือทางแพทย์แก่โรงพยาบาลในเขตลพบุรีมากมาย อาทิ โรงพยาบาลพระนารายณ์ โรงพยาบาลบ้านหมี่ เป็นต้น รวม 8 แห่ง รวมถึงยังได้มอบตู้และกล่องป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อโควิด-19 จำนวน 44 ชิ้น อุปกรณ์ face shield จำนวนประมาณ 2,000 ชิ้น ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องมือของห้อง FabLab ทั้งสิ้น

สวทช. ขอเชิญผู้ประกอบการสัมมนายกระดับนวัตกรรมแพคเกจจิ้ง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ขอเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมสัมมนาฟรี หัวข้อ “นวัตกรรมการออกแบบวัสดุและเทคโนโลยีการพิมพ์สำหรับบรรจุภัณฑ์” ภายใต้โครงการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation of Smart Packaging and Supply Chain) เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์การออกแบบผลิตภัณฑ์ในปี 2020 ตลอดจนแนวทางด้านการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม ในวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2563 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ หอประชุมเกียรติยศ อาคารเรียนรวม 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สงวนสิทธิ์รับสมัครเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลเท่านั้น (บจก. หจก. หสม.) รับสมัครไม่เกิน 1 คน/นิติบุคคล ลงทะเบียนฟรีได้ที่อีเมล chanaghan@nstda.or.th หรือสมัครที่ https://forms.gle/NZYHHHbeW2TLCayV9 รับจำนวนจำกัด เพียง 40 ท่าน ภายใน 24 กรกฎาคมนี้เท่านั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1301, 1368, 1381

สุวิทย์ เผยข่าวดีหลังทดสอบวัคซีนเข็มที่สอง สร้างภูมิคุ้มกันต่อโควิด – 19 ได้ระดับสูง เดินหน้าทดสอบในมนุษย์ เปิดรับอาสาสมัคร เดือน ส.ค. – ก.ย.นี้ ก่อนทดสอบเข็มแรก เดือน ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่าผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทยโดยใช้สารพันธุกรรมของเชื้อ “ชนิด mRNA” ในลิง หลังจากเข็มที่สอง ที่ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

โดยการสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันจงต่อเชื้อได้ในระดับสูงเป็นที่น่าพอใจ และลิงทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผลข้างเคียงจากวัคซีน โดยหลังจากที่ฉีดวัคซีนเข็มที่สองไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ไปแล้วสองสัปดาห์ นักวิจัยได้เจาะเลือดมาทำการทดสอบการสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีชนิดที่ยับยั้งเชื้อหรือ Neutralizing antibody นั้น ถือเป็นข่าวดีมากที่พบว่าลิงที่ได้รับวัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก ดังนั้นจึงได้ตกลงเดินหน้าต่อไปตามแผนที่จะเริ่มทดสอบในมนุษย์ในเดือน ต.ค.นี้

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ขอแสดงความยินดี ทีมนักวิจัยของศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯสำหรับการดำเนินการต่อไปนั้น จะดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกันเพื่อให้ได้วัคซีนอย่างรวดเร็ว โดยการทดสอบในมนุษย์ ซึ่งจะเริ่มสั่งการผลิตวัคซีนในสัปดาห์หน้าเพื่อจะใช้ในการทดสอบในมนุษย์ โดยจะเริ่มรับอาสาสมัครในเดือน ส.ค. –ก.ย. และจะฉีดเข็มแรกในมนุษย์ในเดือน ต.ค.นี้ การทดสอบนั้นจะทำทั้งหมด 3 ระยะ รวมทั้งจะเตรียมการผลิตให้เพียงพอและเตรียมขึ้นทะเบียนวัคซีน โดยประสานกับผู้ผลิตวัคซีนทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีความพร้อมที่จะผลิตให้พร้อมใช้ รวมทั้งร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีกับต่างประเทศด้วย

รมว.อว. กล่าวต่อว่า “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีนอย่างมากและได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ท่านได้มอบนโยบายเพื่อให้คนไทยสามารถมีวัคซีนอย่างรวดเร็วเป็นลำดับแรกๆ เมื่อสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จ โดยมอบให้ อว. และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันดำเนินงานในเชิงรุก ทั้งโดยการวิจัยและพัฒนาในประเทศ และร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมการผลิตให้ทันท่วงทีและเพียงพอ ในขณะนี้ ยังได้เจรจาหารือกับต่างประเทศในการร่วมวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและเตรียมการผลิตไว้ด้วยแล้ว” ดร.สุวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทย์ศาสตร์ และ ดร.สุจินดา มาลัยวิจิตรนนท์ ผอ.ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แจ้งว่าผลการทดสอบที่น่าพอใจนี้เป็นกำลังใจให้ทีมวิจัยว่าจะสามารถพัฒนาวัคซีนได้และแสดงศักยภาพการวิจัยและพัฒนาวัคซีนในประเทศไทย ที่นับว่าเป็นการวิจัยที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้ โดยก้าวต่อไปและรายละเอียดการวางแผนในการผลิต เพื่อทดสอบในอาสาสมัคร รวมทั้งการวางแผนในการผลิตในประเทศเพื่อใช้ให้เพียงพอในประเทศ จะมีการแถลงโดยละเอียดในวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 9.00 น ที่ตึกภูมิสิริ ชั้น 12 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายงานข้อมูลสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ณ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563 (ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากภายในประเทศ ติดต่อกันเป็นวันที่ 47)

🇹🇭🇹🇭ประเทศไทย
ผู้ติดเชื้อสะสม 3,216 ราย ใน 68 จังหวัด (เพิ่มขึ้น 14 ราย)
-ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากภายในประเทศ ติดต่อกันเป็นวันที่ 47
-และมีผู้ติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่กลับจากต่างประเทศใน State quarantine เพิ่มขึ้น 14 ราย

เสียชีวิตรวม 58 ราย (ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในวันนี้)

รักษาหายป่วยแล้ว 3,088 ราย (96.02%) (มีผู้ป่วยกลับบ้านเพิ่มขึ้น 1 ราย)

ผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นในวันนี้ 14 ราย เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้า State quarantine โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • มาจากประเทศซูดาน 12 ราย เข้า State quarantine โดยเข้ารับการรักษาที่จังหวัดสมุทรปราการ (8 ราย) จังหวัดฉะเชิงเทรา (3 ราย) กรุงเทพมหานคร ( 1 ราย)
  • มาจากประเทศบาห์เรน 1 ราย เข้า State quarantine โดยเข้ารับการรักษาที่จังหวัดชลบุรี
  • มาจากสหรัฐอเมริกา 1 ราย เข้า State quarantine โดยเข้ารับการรักษาที่กรุงเทพมหานคร

🌐 สถานการณ์โลกในวันนี้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมของเม็กซิโกแซงหน้าสหราชอาณาจักร ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 8 ของโลกแล้ว โดยมียอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 289,174 ราย ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อของไทยขยับอันดับลงอยู่อันดับที่ 100 ของโลกแล้ว

ประมวลข้อมูลโดย กรมควบคุมโรค และศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ และการวิจัยและพัฒนา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.)

โรคโควิด-19 ระบาดเพิ่มขึ้นทั่วโลก สถานการณ์รุนแรงน่าเป็นห่วงทวีปอเมริกา ทั้งอเมริกาใต้ ลาตินอเมริกา และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งเอเชียใต้/ตะวันออกกลาง ยังวิกฤตหนัก

(11 กรกฎาคม 2563) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ และการวิจัยและพัฒนา ของ ศบค. เปิดเผยผลการวิเคราะห์และติดตามการระบาดของโรคโควิค-19 ทั่วโลก

ในช่วงนี้ ศูนย์กลางการระบาดอยู่ที่ทวีปอเมริกา ทั้งในอเมริกาใต้ ลาตินอเมริกาและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ตะวันออกกลาง ในขณะที่ในอาเซียนนั้น ประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จำนวนผู้ติดเชื้อในทวีปแอฟริกาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีโอกาสที่จะระบาดรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก

ประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นมากในแต่ละวัน 20 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย แอฟริกาใต้ เม็กซิโก โคลัมเบีย รัสเซีย อาร์เจนตินา เปรู ซาอุดิอารเบีย ชิลี บังคลาเทศ อิรัก ปากีสถาน อิหร่าน โอมาน คาซักสถาน อินโดนีเซีย อิสราเอล และฟิลิปปินส์

ประมวลข้อมูลโดย ศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ และการวิจัยและพัฒนา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กอ.รมน. ประชุมหารือและเยี่ยมชม วช. ในงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและนวัตกรรม ด้านความมั่นคง ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง วช. และ กอ.รมน.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กอ.รมน. (สนย.กอ.รมน.) นำโดย พลโท สวัสดิ์ ชนะจิตราสกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กอ.รมน. และคณะ ได้เข้าเยี่ยม วช.และหารือแนวทางความร่วมมือในงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและนวัตกรรม ด้านความมั่นคง ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง วช. และ กอ.รมน. ในเรื่องการใช้ประโยชน์องค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ : ชุมชนเข้มแข็งด้วยวิจัยและนวัตกรรม ที่ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562


ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับ และนำเสนอผลงานภาพรวมของ วช. ในเรื่องภารกิจ หน้าที่และอำนาจของ วช. ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นสำคัญของประเทศ ต่อมา พลโท สวัสดิ์ ชนะจิตราสกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กอ.รมน. ได้กล่าวขอบคุณและแนะนำภารกิจ บทบาทของ สนย.กอ.รมน. และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวสรุปผลการดำเนินงานในปี 2562 และแผนการดำเนินงานในระยะที่ 2 ของปี 2563 ตามกรอบความร่วมมือ กอ.รมน. และ วช.

อว. โดย สป.อว. สกสว. สอวช. และ สวทช.ขอเชิญรับชม LIVE ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานประชุมสมัชชา BCG

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญผู้ประกอบการ นักวิชาการ นักวิจัย ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนชุมชน และผู้สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศหลังโควิด โดยสามารถรับชมถ่ายทอดสดออนไลน์ (LIVE) “การประชุมสมัชชา BCG : โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก NSTDA – สวทช. ในวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2563 ระหว่างเวลา 08.30 – 12.00 น. สดจาก อิมแพ็คฟอรั่ม ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้านจากการใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG และเป็นการร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนา รวมถึงผลิตภัณฑ์เป้าหมาย หรือสิ่งที่ต้องการให้เกิดการขับเคลื่อน

สวทช. หนุน จ.กระบี่ ต้อนรับนักท่องเที่ยววิถีใหม่ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมปลอดภัย จาก สวทช.สร้างความมั่นใจ และสะอาด หลังคลายล็อกดาวน์

ณ ศาลากลางจังหวัดกระบี่ – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ จังหวัดกระบี่ แถลงข่าว “สวทช. สนับสนุน จ.กระบี่ (Krabi We Care) ต้อนรับนักท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) เที่ยวกระบี่อย่างมั่นใจ ปลอดภัย ด้วย Hygiene Technology สะอาดตั้งแต่ก้าวแรก” นำโดย พ.ต.ท. ม.ล. กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. โดยได้ส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้จาก สวทช. และพันธมิตรให้กับจังหวัด 4 ผลงาน คือ เครื่องก้าวสะอาด ผลิตภัณฑ์ BENZION แอป QueQ และแพลตฟอร์ม Traffy Fondue รวมถึงเปิด “สำนักงานประสานงาน สวทช.” ซึ่งจะตั้งอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมกันนี้ได้สาธิตฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียด้วยผลิตภัณฑ์ BENZION บนเรือยอร์ชของผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวกระบี่ เพื่อสร้างความมั่นใจและปลอดภัย และประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวกระบี่ในช่วงฟื้นตัวหลังคลายล็อกดาวน์

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ดำเนินงานขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาประเทศไทยด้วย BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ในด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของประเทศไทย ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวคุณภาพ สามารถเพิ่มและกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน สำหรับจังหวัดกระบี่ สวทช. ได้ผลักดันโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบบูรณาการ (Krabi Go Green Model) ร่วมกับทางจังหวัด เพื่อให้เป็นจังหวัดต้นแบบในการพัฒนาฯ ที่ผ่านมา สวทช. ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านต่าง ๆ มาช่วยเหลือผู้ประกอบการแล้วกว่า 26 โครงการผ่านกลไกของโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) และมีการนำเทคโนโลยีจาก Startup ในโครงการของศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ทั้งในกลุ่ม Smart Tourism ได้แก่ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ความปลอดภัยด้านอาหาร การเพิ่มรายได้การท่องเที่ยว และการสนับสนุน Krabi Go Green และกลุ่ม Smart Hospital ได้แก่ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม การดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยเฉพาะทาง และการแก้ปัญหาภายในโรงพยาบาล โดยแนวทางสนับสนุนการพัฒนาเชิงพื้นที่ สวทช. จะเน้นการนำผลงานวิจัยพัฒนาและเทคโนโลยีที่พร้อมใช้มาประยุกต์กับอุตสาหกรรมและธุรกิจเป้าหมายตามโจทย์ที่ได้รับมา รวมถึงจะนำผลิตภัณฑ์และบริการจากผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยี และ Startup ไปสร้างประสบการณ์จริงกับกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนนำเสนอกลไกสนับสนุนจาก สวทช. ด้านที่ปรึกษาและเงินทุนเพื่อกระตุ้นการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในพื้นที่

“ในโอกาสช่วงหลังคลายล็อกดาวน์ที่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวฟื้นตัว สวทช. พร้อมให้การสนับสนุน จ.กระบี่ ในการรับนักท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีในกลุ่ม Hygiene Technology ที่สามารถกำจัดและฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวในเมืองกระบี่อย่างมั่นใจ สนุก สะอาดและปลอดภัยตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยการส่งมอบนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานให้กับทางจังหวัด จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่

นวัตกรรมเครื่องก้าวสะอาด (KAO SA-ARD) ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยีสำหรับฆ่าเชื้อ BENZION (เบนไซออน) แอปพลิเคชั่น QueQ (คิวคิว) สำหรับจัดการความหนาแน่นนักท่องเที่ยว และแพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) แพลตฟอร์มแจ้งซ่อมและบริหารจัดการปัญหาเมือง

พร้อมกันนี้ ได้เปิด “สำนักงานประสานงาน สวทช.” ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของศาลากลางจังหวัดกระบี่ เพื่อเป็นจุดประสานงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และจับคู่นวัตกรรมระหว่างผลงานจาก สวทช. และพันธมิตร กับผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.กระบี่ นอกจากนี้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.กระบี่ ในช่วงหลังคลายล็อกดาวน์ สวทช. ได้สาธิตการฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BENZION (เบนไซออน) บนเรือยอร์ช ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวกระบี่ด้วย”

สำหรับนวัตกรรมพร้อมใช้ที่ สวทช. ส่งมอบให้จังหวัด นวัตกรรมแรกคือ เครื่องก้าวสะอาด (KAO SA-ARD) พัฒนาโดย ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) สวทช. เป็นการทำความสะอาดรองเท้าก่อนเข้าภายในอาคารต่าง ๆ ที่ถือเป็นด่านแรกของการช่วยลดความเสี่ยงในการนำเชื้อไวรัสเข้าบ้านหรืออาคารต่าง ๆ ซึ่งชุดอุปกรณ์ฆ่าเชื้อพื้นรองเท้านี้สามารถล้างพื้นรองเท้าได้ในขณะที่สวมใส่โดยไม่ต้องถอดรองเท้า เมื่อก้าวเท้าลงในอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อ มีเพียงส่วนของพื้นรองเท้าเท่านั้นที่สัมผัสกับน้ำยาฆ่าเชื้อ ด้านล่างของอ่างส่วนที่อยู่ใต้พื้นรองเท้ามีตะแกรงทำหน้าที่กรองฝุ่น ดิน และสิ่งไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ออกจากพื้นรองเท้า ถังบรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อมีระบบรักษาระดับความสูงของน้ำยาฆ่าเชื้อและเติมน้ำยาฆ่าเชื้อในอ่างเมื่อมีการใช้งาน

ขณะที่ ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยีสำหรับฆ่าเชื้อ BENZION (เบนไซออน) ผลงานโดย ทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ของ ศูนย์นาโนเทค สวทช. ร่วมกับ บริษัท ยูนิซิล กรุ๊ป จำกัด เป็นสารฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียพ่นหรือเช็ดตามพื้นผิวต่าง ๆ สเปรย์พ่นมือและเท้า สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

ส่วน แอปพลิเคชัน QueQ เป็นผลงานของบริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบการในโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี และ Startup Voucher ของ สวทช. ซึ่งได้ทำการพัฒนาแอป QueQ ที่สามารถนำมาใช้กับการบริหารจัดการความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวและการจอดเรือบริเวณท่าเทียบเรือได้ โดยนักท่องเที่ยวสามารถจองใช้บริการการท่องเที่ยวล่วงหน้า ผ่านแอป QueQ เพื่อให้ง่ายต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการจอง และการลงทะเบียนเข้า-ออกแหล่งท่องเที่ยว เช่น หาดไร่เลย์ เป็นต้น

และท้ายสุดคือ แพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) เป็นแพลตฟอร์มแจ้งซ่อมและบริหารจัดการปัญหาเมือง ที่พัฒนาโดย ทีมวิจัยห้องปฏิบัติการวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ ศูนย์เนคเทค สวทช. ซึ่งสามารถรับเรื่องแจ้งซ่อมหรือข้อร้องเรียนจากประชาชนถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง มีข้อมูลภาพถ่าย ตำแหน่งของปัญหา ทำให้เจ้าหน้าที่แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยแพลตฟอร์มนี้สามารถนำไปใช้กับอาคาร สำนักงาน คอนโด หมู่บ้าน โรงงาน โรงเรียน และโรงพยาบาลได้

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยีจาก สวทช. และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องให้กับทางจังหวัด ประกอบด้วย นวัตกรรมเรือท่องเที่ยว Ferry และ Speed Boat โดย บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง สวทช. และกลุ่มบริษัทโชคนำชัย ผลงานนวัตกรรม Germ Sabor หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีความยาวคลื่นอยู่ในย่านความถี่ประมาณ 250 นาโนเมตร ช่วงคลื่นที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดและหยุดยั้งการแพร่พันธุ์ของเชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อโรคบนพื้นผิวเครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ Magiktuch นวัตกรรมการกดลิฟต์แบบไร้สัมผัส จาก ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. และ นวัตกรรม AI CCTV by Ai Technovation Co,.Ltd. ผู้ประกอบการในศูนย์ BIC สวทช. ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยจดจำสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ใบหน้า เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รถ ที่จอดรถ ป้ายทะเบียน สามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวได้

14 ก.ค. นี้ ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี สดร. เตรียมตั้งกล้องฯ ชวนส่องดาวเคราะห์ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผย 14 กรกฎาคมนี้ “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” ปรากฏสว่างเด่นชัด ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ นานตลอดคืนถึงรุ่งเช้า หากฟ้าใสไร้ฝนสังเกตได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคทั่วไทย เตรียมตั้งกล้องโทรทรรศน์จัดส่องแถมเมฆบนดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์บริวาร พบกันที่ 4 จุดสังเกตการณ์หลัก  เชียงใหม่ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา สงขลา ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่าวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563 ดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (Jupiter Opposition) โดยมีโลกคั่นกลางเรียงกันในแนวเส้นตรง ส่งผลให้ตำแหน่งของดาวพฤหัสบดีใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ห่างจากโลกประมาณ 619 ล้านกิโลเมตร ในวันดังกล่าว เมื่อดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าจะมองเห็นดาวพฤหัสบดีปรากฏบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สุกสว่างมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน มีค่าอันดับความสว่างปรากฏประมาณ -2.8 (ค่าอันดับความสว่างปรากฏของวัตถุท้องฟ้าที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีค่าประมาณ 6 ส่วนค่าอันดับความสว่างปรากฏของดวงจันทร์เต็มดวงประมาณ -12.6) หากฟ้าใสไร้ฝนสังเกตได้ด้วยตาเปล่านานตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเเก่การสังเกตการณ์อย่างยิ่ง  

เมื่อมองดูดาวพฤหัสบดีผ่านกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก จะสามารถสังเกตแถบเมฆและดวงจันทร์บริวารขนาดใหญ่ทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี ที่เรียกว่า ดวงจันทร์กาลิเลียน (Galilean Moons) ได้แก่ ไอโอ (Io) ยูโรปา (Europa) แกนีมีด (Ganymead) และคัลลิสโต (Callisto) หากใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 8 นิ้ว กำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะสามารถมองเห็นจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี (Great Red Spot) ได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลาประมาณ 22.00-01.00 น. 

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คืนดังกล่าวยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์สว่างปรากฏอยู่ใกล้กับดาวพฤหัสบดีอีกด้วย ซึ่งถัดจากนี้อีกหนึ่งสัปดาห์ ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์    เกิดปรากฏการณ์ “ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี” ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ที่จะถึงนี้อีกด้วย

สดร. เตรียมตั้งกล้องโทรทรรศน์ จัดกิจกรรมสังเกตการณ์ดาวเคราะห์ใกล้โลก “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563 และ “ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี” วันอังคารที่      21 กรกฎาคม 2563 ณ จุดสังเกตการณ์หลัก 4 แห่ง ได้แก่ 1) เชียงใหม่ : อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โทร. 081-8854353 2) นครราชสีมา : หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา  โทร. 086-4291489 3) ฉะเชิงเทรา หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ ฉะเชิงเทรา โทร. 084-0882264  และ 4) สงขลา : หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา โทร. 095-1450411 ตั้งแต่เวลา 18:00 – 22:00 น. จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในวันและเวลาดังกล่าว ในรูปแบบ New Normal ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย  

 ช่วงกลางปีไปจนถึงปลายปี 2563 ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ จะปรากฏใกล้กันบนท้องฟ้า จนกระทั่งช่วงระหว่างวันที่ 20-23 ธันวาคม 2563 ดาวเคราะห์ทั้งสองจะปรากฏใกล้กันมาที่สุดในรอบ 397 ปี ห่างเพียง 0.1 องศา หากดูด้วยตาเปล่าจะมองเห็นเสมือนเป็นดาวดวงเดียวกัน เรียกว่า ปรากฏการณ์ “The Great Conjunction”  และถ้ามองผ่านกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายไม่เกิน 100 เท่า จะเห็นดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีอยู่ในช่องมองภาพเดียวกัน ถือเป็นปรากฎการณ์ที่น่าติดตามชมเป็นอย่างมาก นายศุภฤกษ์ กล่าวปิดท้าย