สทน. เดินสายภูมิภาคดึงอาหารพื้นบ้านฉายรังสี ยกระดับความปลอดภัย – สร้างเศรษฐกิจชุมชน

รศ. ดร. ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า จากปัญหาการปนเปื้อนของอาหารพื้นบ้านชนิดต่างๆ  เช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม ลาบ ฯลฯ ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในประเทศไทย ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจจะชอบรับประทานแบบดิบ ๆ  เมื่อสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ  พยาธิ  เข้าสู่ร่างกายจะเกิดภาวะอาหารเป็นพิษส่งผลให้ผู้บริโภคเจ็บป่วย หรือร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต จากสถิติของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-11 พ.ค. 63 มีรายงานผู้ป่วยแล้ว 29,253 ราย  และจากการตรวจสอบปลาร้าซึ่งเป็นสินค้าที่มีการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ผลิตออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์  โดยสุ่มตัวอย่างจากตลาดในกรุงเทพฯ  10 แห่ง นำมาตรวจวิเคราะห์โดยเน้นเชื้อโรคในกลุ่มเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้ อาหารเป็นพิษซึ่งทำให้มีอาการท้องร่วง ท้องเสีย อาเจียน และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผลปรากฏว่า 9 จาก 10 ตัวอย่างมีปริมาณเชื้อราสูงกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่กำหนดไว้  และทั้ง 10 ตัวอย่างมีปริมาณแบคทีเรียสูงเกินกว่ามาตรฐาน ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเท่านั้น  แต่ยังส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนด้วย  ตัวอย่างเช่น ปลาร้า ในแต่ละปีทั่วประเทศมีปริมาณการผลิตถึง 40,000 ตัน ยอดขายในประเทศ 800 ล้านบาท/ปี  และยอดส่งออกปีละ 20 ล้านบาท ดั้งนั้น ปัญหาคุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้า จึงส่งผลกระทบต่อชุมชนค่อนข้างมาก

 วิธีการหนึ่งที่จะทำให้อาหารพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมเกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ปราศจากเชื้อปนเปื้อน คือการนำอาหารไปฉายรังสี  การฉายรังสีในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยฆ่าเชื้อที่ปนเปื้อนมากับอาหาร ทำให้อาหารปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดยที่รสชาติ สี กลิ่น ไม่เปลี่ยนแปลง  ดังนั้น เพื่อส่งเสริมและยกกระดับคุณภาพ ความปลอดภัยของอาหารพื้นบ้าน  และส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโตไปอย่างมั่นคง  สทน. จึงได้ทำเรื่องเสนอของบประมาณจากรัฐบาลตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนำเสนอผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในรูปแบบต่าง ๆ ลงไปส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะ การฉายรังสีอาหาร โดยมุ่งเน้นไปที่อาหารพื้นถิ่นในแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ สทน.จะดำเนินการในรูปแบบการสร้างองค์ความรู้ การทดลองร่วมกัน และการจัดหาตลาดที่เหมาะสมให้กับชุมชน  และสนับสนุนให้นำผลิตภัณฑ์อาหารที่มีศักยภาพของชุมชน และอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากเชื้อโรคต่างๆ มาฉายรังสีเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ  ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค เพื่อช่วยยกระดับอาหารให้มีความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้บริโภค มีอายุการจัดจำหน่ายที่ยาวนานขึ้น  และสามารถเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายอีกด้วย และจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายตัวของธุรกิจชุมชนต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สทน.ยังมีนวัตกรรมอื่นๆ ที่ชุมชนหรือเกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้อีก อาทิ โครงการเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่เกษตรกรรม หรือผืนป่า โดยการใช้พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูงในพื้นที่ภาคอีสานของไทย และโครงการการจัดการแมลงวันผลไม้ในพื้นที่กว้างเพื่อลดความเสียหายและเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรใน 6 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยโครงการที่กล่าวมาข้างต้นนอกจากเป็นการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์สำหรับภาคการเกษตรและชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ทั้งสองโครงการยังสามารถทำให้เกิดการจ้างงานประชาชนในพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 500 อัตราตลอดการดำเนินโครงการ

วว. เจ๋งวิจัยบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะบ่งชี้ความปลอดภัยปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย ยกระดับมาตรฐานลำไยไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) วิจัยพัฒนา “บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะบ่งชี้ความปลอดภัยปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย” เพื่อใช้ติดตามปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ฯ ซึ่งตกค้างบนผลลำไย เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ยกระดับมาตรฐานลำไยไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล  หลักการทำงานของบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะฯ เมื่อทำปฏิกิริยากับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเปลี่ยนสีให้ผู้บริโภคเห็นอย่างเด่นชัด เมื่อมีปริมาณซัลเฟอร์ฯ เกินมาตรฐาน นับเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว เข้าใจง่าย ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ดร.ชุติมา  เอี่ยมโชติชวลิต  ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า จากปัญหาลำไยสดที่ผ่านการรมด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณสูงเกินความจำเป็น และการละเลยขั้นตอนการลดหรือกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ส่วนเกิน ส่งผลให้มีสารดังกล่าวตกค้างบนผลลำไยสูงเกินค่ามาตรฐาน    ตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง ปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในผลลำไยสดที่จะส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เล่มที่ 119 ตอนพิเศษ105 ง กำหนดปริมาณสูงสุดของสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยทั้งผลควรมีไม่เกิน 350 ppm และตกค้างที่เนื้อลำไยควรมีไม่เกิน 30 ppm ค่าการบริโภคในแต่ละวันที่ได้รับ (Aceptable Daily Intake : ADI) ของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัม/คน/วัน และพบว่าพิษของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปริมาณ 8 ppm จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองของระบบหายใจ ที่ปริมาณ 20 ppm จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ถ้ารับประทานเข้าไปไม่มาก ร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะได้ แต่ถ้ามากเกินไปจะมีผลไปลดประสิทธิภาพการใช้โปรตีน และไขมันในร่างกายของคนเราและมีฤทธิ์ทำลายวิตามิน B1 ด้วย อีกทั้งเมื่อส่งไปถึงประเทศผู้ซื้อปลายทางและมีการตรวจพบจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของคุณภาพลำไยรวมถึงผลผลิตเกษตรชนิดอื่นจากประเทศไทย

“จากปัญหาดังกล่าว วว. โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย จึงมีแนวคิดพัฒนาบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะบ่งชี้ความปลอดภัยปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย เพื่อตรวจสอบปริมาณสารซัลเฟอร์ที่เหลือตกค้างที่ผิวผลลำไย เพื่อยกระดับมาตรฐานลำไยไทยให้เป็นที่ยอมรับ การบ่งชี้ปริมาณสารซัลเฟอร์ที่ผลลำไย นอกจากผู้บริโภคจะรับรู้ถึงความปลอดภัยในการรับประทานแล้ว ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายยังสามารถใช้บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะฯ ในการสร้างตลาด สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง โดยผลิตผลไม้คุณภาพ ที่มีความปลอดภัย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหรือรับรองคุณภาพผลิตผล ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ และอาจส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอันเป็นกลไกสำคัญของตลาด

โดย วว. ได้พัฒนาเป็นฉลากเปลี่ยนสีเมื่อทำปฏิกิริยากับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ นอกจากนี้ฉลากฯ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผลไม้อื่นๆ ที่มีการใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์รักษาคุณภาพของผลผลิต เช่น ลิ้นจี่ เป็นต้น เพื่อใช้เตือนผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ให้จำหน่ายและบริโภคผลไม้ที่มีปริมาณซัลเฟอร์ฯ ที่สูงเกินมาตรฐานกำหนด ผลงานวิจัยนี้ของ วว. จะมีประโยชน์ต่อการสร้างมาตรฐานคุณภาพของลำไยทั้งที่จำหน่ายในประเทศและส่งออก นอกจากเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า เพื่อความยั่งยืนในการทำการค้ากันต่อไป” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ดร.รัชนีวรรณ   กุลจันทร์  ผู้อำนวยการ ห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว.  กล่าวถึงหลักการทำงานของบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะบ่งชี้ความปลอดภัยปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยว่า  ฉลากจะมีการเปลี่ยนสีดังนี้ หากมีปริมาณสารซัลเฟอร์ฯ ต่ำ ฉลากจะยังคงสีน้ำตาลเข้ม แต่ถ้ามีปริมาณสารซัลเฟอร์ฯ มากสีของฉลากจะค่อยๆ จางลงจนไม่มีสีแสดงว่ามีสารซัลเฟอร์ฯ เกินมาตรฐานกำหนด นับเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว เข้าใจง่าย ช่วยเตือนผู้บริโภคก่อนที่จะตัดสินใจบริโภคลำไย อีกทั้งการเปลี่ยนสีของฉลากยังง่ายต่อการเข้าใจของคนทุกระดับ

ทั้งนี้ผลงานวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาฉลากบ่งชี้คุณภาพซึ่งสามารถแสดงปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ตกค้างที่ผิวลำไย การวิจัยและพัฒนาฉลากบ่งชี้คุณภาพที่สัมพันธ์กับปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรจุภัณฑ์ จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภคในต่างประเทศ ทั้งนี้การพัฒนาฉลากของ วว. ยังเป็นการพัฒนาในระดับห้องปฏิบัติการ หากต้องการผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต้องปรับปรุงสูตรและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องเหมาะสมกับเครื่องจักรที่จะใช้ผลิตต่อไป

การพัฒนาฉลากประกอบด้วย 

  1. การพัฒนาสูตร เป็นการศึกษาชนิดสารเคมีที่สามารถทำปฏิกิริยากับสารซัลเฟอร์และศึกษาความไวในการตอบสนองต่อสารซัลเฟอร์
  2. การเตรียมสารละลายสำหรับขึ้นรูปฟิล์ม
  3. การขึ้นรูปฉลาก  เป็นการหาอัตราส่วนผสมของสารเคมีกับสารละลายสำหรับขึ้นรูปฟิล์มแล้วทำการขึ้นรูปฉลาก
  4. การทดสอบการใช้งานของฉลาก

ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) วว. เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์แห่งชาติ มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์ และงานบริการวิเคราะห์ทดสอบด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของทุกภาคส่วน สนใจขอรับบริการโปรดติดต่อได้ที่ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. (บางเขน) เลขที่ 196  ถ.พหลโยธิน  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  10900  โทร 2579 1121 ต่อ 3205, 3208, 081 702 8377   E-mail  : TPC-tistr@tistr.or.th  

        

วว.พัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่าย ผัก/ผลไม้ ออนไลน์ นำร่องขนส่ง “มะม่วง” ช่วยลดความเสียหาย เพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตการเกษตร

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โชว์นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่ายผักและผลไม้ออนไลน์ ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  นำร่องขนส่ง “มะม่วง” รองรับปริมาณผลผลิตล้นตลาดกว่า 20,000 ตัน ระบุจุดเด่นช่วยลดความเสียหาย  บรรจุภัณฑ์แข็งแรง   รองรับน้ำหนักผลผลิตได้ 5  กิโลกรัมต่อกล่อง  สามารถเรียงซ้อนได้ถึง  14  ชั้น ผลิตจากกระดาษลูกฟูก 5 ชั้นที่มีการดูดซึมน้ำต่ำ เก็บในห้องเย็นที่มีความชื้นสูงได้  

ดร.ชุติมา  เอี่ยมโชติชวลิต  ผู้ว่าการ วว.  กล่าวว่า  วว. โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) นำร่องในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่ายผักและผลไม้สดออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเสียหายของผลิตผลสดในระหว่างการขนส่งขนถ่าย และสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาคการส่งออกและขนส่ง ทั้งยังส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีผลผลิตทางเกษตรที่มีคุณภาพสูงในประเทศจำนวนมากที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวทันเวลา ส่งผลให้เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีตลาดรองรับ จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการจัดหาหรือเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

“การตลาดออนไลน์เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรหรือผู้ผลิต พยายามจะขายสินค้าด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ เช่น ยังไม่มีบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ในการป้องกันความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรจุภัณฑ์มีขนาดบรรจุที่มากเกินไป ทำให้สิ้นเปลืองค่าขนส่ง บริษัทขนส่งบางรายปฏิเสธการขนส่งผักและผลไม้สดที่เป็นสินค้าที่เน่าเสียได้ง่าย วว. โดยศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ในฐานะหน่วยงานกลางรับผิดชอบการบรรจุหีบห่อของชาติ เล็งเห็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์มาตรฐาน เพื่อใช้ในการบรรจุผลิตผลสดสำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเสียหายในระหว่างขนส่งขนถ่ายจากเกษตรกรจนถึงมือผู้บริโภค โดยมีการนำร่องออกแบบโครงสร้างกล่องบรรจุมะม่วง ที่คาดว่าในปีนี้จะมีมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองล้นตลาดในปริมาณมากถึง 20,000 ตัน เนื่องจากไม่สามารถส่งออกไปตลาดหลัก เช่น เกาหลีและญี่ปุ่นได้ ในขณะที่ตลาดในประเทศก็มีจำกัด” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์   ผู้อำนวยการ  ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว.  กล่าวเพิ่มเติมว่า บรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่ายผลมะม่วงสดออนไลน์ที่ วว. ได้พัฒนาขึ้น มีจุดเด่นหลายประการที่ช่วยส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ผู้บริโภค ได้แก่ มีความแข็งแรง  สามารถรองรับน้ำหนักผลผลิตได้ 5 กิโลกรัมต่อกล่องรับน้ำหนักการเรียงซ้อนได้ถึง 14 ชั้น  เพื่อช่วยป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพของผลิตผล หากกล่องเกิดการยุบตัวในระหว่างการขนส่งและเก็บรักษา ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายได้  มีการเจาะช่องระบายอากาศอย่างเหมาะสม เพียงพอต่อการหายใจและคายน้ำของผลมะม่วง จึงช่วยลดการสะสมความร้อนและความชื้นภายในกล่อง ช่วยให้ยืดอายุการเก็บได้ นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์ยังผลิตจากกระดาษลูกฟูก 5 ชั้น ที่มีการดูดซึมน้ำต่ำ ทำให้รักษาความแข็งแรงของกล่องไว้ได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าจะเก็บในห้องเย็นที่มีความชื้นสูง อีกทั้งรูปแบบและขนาดของกล่อง (50×30 เซ็นติเมตร) ยังมีความเหมาะสม ช่วยประหยัดพื้นที่ ทั้งเพื่อเก็บรักษา ขนส่งและขนถ่าย มีขนาดบรรจุที่เหมาะสม  สอดคล้องกับระบบลำเลียงขนส่ง ในส่วนกราฟิกของกล่องออกแบบพิมพ์สีเดียว เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ให้ข้อมูลรายละเอียดที่จำเป็นของสินค้า เช่น ชื่อสินค้า น้ำหนักบรรจุ เกรด แหล่งผลิตหรือที่มา เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ออกแบบให้ใช้กล่องที่มีขนาดมาตรฐานเพียงขนาดเดียว เพื่อให้สามารถบรรจุมะม่วงทุกเกรดที่มีขนาดผลแตกต่างกันได้ เพียงแต่ใช้แผ่นกั้น เพื่อลดการเคลื่อนที่ของผลมะม่วงภายหลังการบรรจุ

ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) วว. เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์แห่งชาติ มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์ และงานบริการวิเคราะห์ทดสอบด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของทุกภาคส่วน สนใจขอรับบริการโปรดติดต่อได้ที่ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. (บางเขน) เลขที่ 196  ถ.พหลโยธิน  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  10900  โทร 2579 1121 ต่อ 3101, 3208, 081 702 8377   E-mail  : TPC-tistr@tistr.or.th   

              

วว. โชว์นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ “กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน ล็อคกลิ่นได้ 100%”

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย โชว์ผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ “กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน” ช่วยกักเก็บกลิ่นไม่ให้ออกสู่ภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100 %   ระบุประโยชน์ใช้สอยสะดวกต่อผู้ขาย ถูกใจต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

          ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า ทุเรียนเป็นราชาแห่งผลไม้ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ แต่เรื่องกลิ่นของทุเรียนสามารถสร้างปัญหาได้ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อต้องเก็บทุเรียนรวมกับอาหารชนิดอื่นหรือน้ำดื่มในตู้เย็น  เมื่อต้องขึ้นรถ ขึ้นเครื่องบิน หรือลงเรือ โดยเฉพาะเมื่ออยากซื้อทุเรียนเป็นของฝาก  เพราะกลิ่นอาจสร้างปัญหารบกวนคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเองได้  หรือแม้กระทั่งโรงแรม/ที่พักเกือบทุกแห่งในบางจังหวัดยังมีกฎห้ามผู้เข้าพักนำทุเรียนเข้าห้องพักกันเลยทีเดียว

          วว. โดยศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา บรรจุภัณฑ์เทอร์โมฟอร์ม ใช้บรรจุทุเรียนสดตัดแต่ง ร่วมกับ บริษัท เซฟเฟอร์แพค ประเทศไทย จำกัด ภายใต้ โครงการ “STIM เพื่อ เอส เอ็ม อี” (ปีงบประมาณ 2561) ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาจากกลิ่นทุเรียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100 % ด้วยการออกแบบและพัฒนาขอบล็อคเป็นพิเศษ  ช่วยป้องกันการผ่านเข้าออกของก๊าซและไอน้ำได้ จึงสามารถกักเก็บกลิ่นไม่พึงประสงค์ไม่ให้ออกสู่ภายนอกได้ และยังสามารถป้องกันความชื้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ให้เข้าสู่ภายในได้อีกด้วย

          “นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ กล่องเก็บกลิ่นทุเรียนนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยด้านบรรจุภัณฑ์ของ วว. ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเซฟเฟอร์แพคฯได้นำแบบโครงสร้างที่พัฒนาขึ้นจากโครงการดังกล่าวไปผลิตเพื่อวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์โดยใช้แผ่นพลาสติก PET ชนิดป้องกันการเกิดฝ้า เพื่อให้มีคุณลักษณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดมากขึ้น ได้ผลลัพธ์เป็นกล่องเก็บกลิ่นทุเรียน Ozone Box ภายใต้แบรนด์  SAFER PAC  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งผู้ค้าส่ง/ผู้ค้าปลีกทุเรียนภายในประเทศทั้งแบบวางจำหน่ายที่ร้านและแบบบริการส่งถึงบ้าน และผู้ส่งออกทุเรียน…นับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ วว. ที่งานวิจัยดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อสนองตอบความต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี..” ผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติม

          ดร.ศิริวรรณ ตั้งแสงประทีป นักวิจัยอาวุโส ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว ใช้แนวคิดในการออกแบบแบบองค์รวม หรือ Holistic Design and Development  โดยคำนึงถึงปัจจัยหลายประการประกอบกัน ได้แก่ ความสะดวกในการบรรจุและใช้งาน กล่องที่พัฒนาขึ้นจึงเปิดง่าย-ปิดสนิท และ เปิด-ปิดซ้ำได้ ทำให้สามารถเก็บทุเรียนที่เหลือไว้รับประทานต่อได้สะดวก ความสวยงามในการแสดงสินค้าขณะวางจำหน่าย (Display) กล่องจึงมีความใสเป็นพิเศษสามารถเห็นพูทุเรียนได้รอบด้านอย่างชัดเจน และไม่ลืมปัจจัยสำคัญคือ ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามหลักการ Eco-Package Design ทำให้กล่องแข็งแรงขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความหนาของแผ่นพลาสติก  ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์แห่งชาติ มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์ และงานบริการวิเคราะห์ทดสอบด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของทุกภาคส่วน สนใจขอรับบริการโปรดติดต่อได้ที่ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. (บางเขน) เลขที่ 196  ถ.พหลโยธิน  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  10900  โทร 2579 1121 ต่อ 3101, 3208 , 081 702 8377   E-mail  : TPC-tistr@tistr.or.th 

 

วว. เปิดตัว “3 นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้สด ส่งเสริมการขายออนไลน์” เพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดตัว “ 3 นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้สด ส่งเสริมการขายออนไลน์” ได้แก่  นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ “กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน ล็อคกลิ่นได้ 100%”   บรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่ายมะม่วงออนไลน์  บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะบ่งชี้ความปลอดภัยปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย   ระบุช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร  เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย

ดร.ชุติมา  เอี่ยมโชติชวลิต  ผู้ว่าการ วว.  กล่าวว่า  วว. โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ 3 นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้สด ส่งเสริมการขายออนไลน์”  ได้แก่  1.นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ “กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน ล็อคกลิ่นได้ 100%”   2.บรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่ายมะม่วงออนไลน์  และ 3.บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะบ่งชี้ความปลอดภัยปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย   เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ  พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาคการส่งออกและขนส่ง รวมทั้งการบริโภคภายในประเทศ  ทำให้มีผลผลิตทางเกษตรที่มีคุณภาพสูงในประเทศจำนวนมากที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวทันเวลา ส่งผลให้เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีตลาดรองรับ จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการจัดหาหรือเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

“การตลาดออนไลน์เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรหรือผู้ผลิต พยายามจะขายสินค้าด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ เช่น ยังไม่มีบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในการป้องกันความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรจุภัณฑ์มีขนาดบรรจุที่มากเกินไป ทำให้สิ้นเปลืองค่าขนส่ง บริษัทขนส่งบางรายปฏิเสธการขนส่งผักและผลไม้สดที่เป็นสินค้าที่เน่าเสียได้ง่าย หรือมีกลิ่นรบกวน รวมทั้งมีปริมาณสารตกค้างที่อาจก่อผลกระทบต่อร่างกาย ดังนั้น 3 นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้สดส่งเสริมการขายออนไลน์ ผลงานของ วว.ทั้ง 3 นวัตกรรมนี้จะเป็นคำตอบให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้ว่าการ  วว. กล่าว

“3 นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้สดส่งเสริมการขายออนไลน์” ผลงานของ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. มีรายละเอียดดังนี้

นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ “กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน ล็อคกลิ่นได้ 100%”    วว. ร่วมกับ บริษัท เซฟเฟอร์แพค ประเทศไทย จำกัด ภายใต้ โครงการ “STIM เพื่อ เอส เอ็ม อี” (ปีงบประมาณ 2561) วิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เทอร์โมฟอร์ม สำหรับใช้บรรจุทุเรียนสดตัดแต่ง มีประสิทธิภาพจัดการปัญหาจากกลิ่นทุเรียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100 % ด้วยการออกแบบและพัฒนาขอบล็อคเป็นพิเศษ  ช่วยป้องกันการผ่านเข้าออกของก๊าซและไอน้ำได้ จึงสามารถกักเก็บกลิ่นไม่พึงประสงค์ไม่ให้ออกสู่ภายนอกได้ และยังสามารถป้องกันความชื้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ให้เข้าสู่ภายในได้อีกด้วย  ทั้งนี้ วว. ใช้แนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม หรือ Holistic Design and Development  โดยคำนึงถึงปัจจัยหลายประการประกอบกัน ได้แก่ ความสะดวกในการบรรจุและใช้งาน กล่องที่พัฒนาขึ้นจึงเปิดง่าย-ปิดสนิท และเปิด-ปิดซ้ำได้ ทำให้สามารถเก็บทุเรียนที่เหลือไว้รับประทานต่อได้สะดวก นอกจากนี้ยังคำนึงความสวยงามในการแสดงสินค้าขณะวางจำหน่าย (Display) กล่องจึงมีความใสเป็นพิเศษสามารถเห็นพูทุเรียนได้รอบด้านอย่างชัดเจน และไม่ลืมปัจจัยสำคัญคือ ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามหลักการ Eco-Package Design ทำให้กล่องแข็งแรงขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความหนาของแผ่นพลาสติก ขณะนี้มีการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องเก็บกลิ่นทุเรียนฯ วางจำหน่ายในท้องตลาดแล้วโดยใช้แผ่นพลาสติก PET ชนิดป้องกันการเกิดฝ้า เพื่อให้มีคุณลักษณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดมากขึ้น ได้ผลลัพธ์เป็นกล่องเก็บกลิ่นทุเรียน Ozone Box ภายใต้แบรนด์  SAFER PAC  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งผู้ค้าส่ง/ผู้ค้าปลีกทุเรียนภายในประเทศทั้งแบบวางจำหน่ายที่ร้านและแบบบริการส่งถึงบ้าน และผู้ส่งออกทุเรียน         

บรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่ายมะม่วงออนไลน์    วว.วิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับปริมาณผลผลิตมะม่วงล้นตลาด กว่า 20,000 ตันช่วยส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ  บรรจุภัณฑ์มีความแข็งแรง  สามารถรองรับน้ำหนักผลผลิตได้ 5 กิโลกรัมต่อกล่อง รับน้ำหนักการเรียงซ้อนได้ถึง 14 ชั้น  เพื่อช่วยป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพของผลิตผล หากกล่องเกิดการยุบตัวในระหว่างการขนส่งและเก็บรักษา ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายได้  มีการเจาะช่องระบายอากาศอย่างเหมาะสม เพียงพอต่อการหายใจและคายน้ำของผลมะม่วง จึงช่วยลดการสะสมความร้อนและความชื้นภายในกล่อง ช่วยให้ยืดอายุการเก็บได้ นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์ยังผลิตจากกระดาษลูกฟูก 5 ชั้น ที่มีการดูดซึมน้ำต่ำ ทำให้รักษาความแข็งแรงของกล่องไว้ได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าจะเก็บในห้องเย็นที่มีความชื้นสูง อีกทั้งรูปแบบและขนาดของกล่อง (50 x 30 เซ็นติเมตร) จึงช่วยประหยัดพื้นที่ ทั้งเพื่อการเก็บรักษา การขนส่งและขนถ่าย  สอดคล้องกับระบบลำเลียงขนส่ง ในส่วนกราฟิกของกล่องได้ออกแบบพิมพ์สีเดียว เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ให้ข้อมูลรายละเอียดที่จำเป็นของสินค้า เช่น ชื่อสินค้า น้ำหนักบรรจุ เกรด แหล่งผลิตหรือที่มา เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ออกแบบให้ใช้กล่องที่มีขนาดมาตรฐานเพียงขนาดเดียว เพื่อให้สามารถบรรจุมะม่วงทุกเกรดที่มีขนาดผลแตกต่างกันได้ เพียงแต่ใช้แผ่นกั้น เพื่อลดการเคลื่อนที่ของผลมะม่วงภายหลังการบรรจุ

บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะบ่งชี้ความปลอดภัยปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย   วว. วิจัยและพัฒนาในรูปแบบฉลากเปลี่ยนสี สำหรับใช้ตรวจสอบปริมาณสารซัลเฟอร์ที่เหลือตกค้างที่ผิวผลลำไย ทั้งนี้หากมีปริมาณสารซัลเฟอร์เกินค่ามาตรฐานจะมีผลกระทบต่อร่างกาย อีกทั้งเมื่อส่งไปถึงประเทศผู้ซื้อปลายทางและมีการตรวจพบจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของคุณภาพลำไยรวมถึงผลผลิตเกษตรชนิดอื่นจากประเทศไทย โดยฉลากมีหลักการทำงานดังนี้ นำแผ่นฉลากไปวางที่ผลลำไย หากมีปริมาณสารซัลเฟอร์ฯ ต่ำ ฉลากจะยังคงสีน้ำตาลเข้ม แต่ถ้ามีปริมาณสารซัลเฟอร์ฯ มากสีของฉลากจะค่อยๆ จางลงจนไม่มีสีแสดงว่ามีสารซัลเฟอร์ฯ เกินมาตรฐานกำหนด นับเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว เข้าใจง่าย ช่วยเตือนผู้บริโภคก่อนที่จะตัดสินใจบริโภคลำไย อีกทั้งการเปลี่ยนสีของฉลากยังง่ายต่อการเข้าใจของคนทุกระดับ  และจะช่วยยกระดับมาตรฐานลำไยไทยให้เป็นที่ยอมรับ การบ่งชี้ปริมาณสารซัลเฟอร์ที่ผลลำไย นอกจากผู้บริโภคจะรับรู้ถึงความปลอดภัยในการรับประทานแล้ว ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายยังสามารถใช้บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะฯ ในการสร้างตลาด สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง โดยผลิตผลไม้คุณภาพ ที่มีความปลอดภัย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหรือรับรองคุณภาพผลิตผล ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ และอาจส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอันเป็นกลไกสำคัญของตลาด ผลงานวิจัยนี้ของ วว. จะมีประโยชน์ต่อการสร้างมาตรฐานคุณภาพของลำไยทั้งที่จำหน่ายในประเทศและส่งออก นอกจากเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า เพื่อความยั่งยืนในการทำการค้ากันต่อไป อย่างไรก็ตามการพัฒนาฉลากของ วว. ยังเป็นการพัฒนาในระดับห้องปฏิบัติการ หากต้องการผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต้องปรับปรุงสูตรและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องเหมาะสมกับเครื่องจักรที่จะใช้ผลิตต่อไป

ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) วว. เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์แห่งชาติ มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์ และงานบริการวิเคราะห์ทดสอบด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของทุกภาคส่วน สนใจขอรับบริการโปรดติดต่อได้ที่ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. (บางเขน) เลขที่ 196  ถ.พหลโยธิน  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  10900  โทร 2579 1121 ต่อ 3101, 3208, 081 702 8377   E-mail  : TPC-tistr@tistr.or.th  

ม.มหิดล รับมอบ HAPYBot หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัจฉริยะผู้ช่วยแพทย์ของเน็ตเบย์ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานจาก สวทช. ลดความเสี่ยง และภาระแพทย์ – พยาบาล ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด – 19

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน)  แถลงข่าว “ความสำคัญของเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์ทางการแพทย์ และนโยบายของมหาวิทยาลัยมหิดล ในการสนับสนุนการใช้ Robot ในสถานการณ์ปัจจุบัน” และพิธีรับมอบหุ่นยนต์ Hapybot หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัจฉริยะผู้ช่วยแพทย์ จำนวน 3 ตัว เพื่อนำไปใช้งานจริงภายในโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล 3 แห่ง ได้แก่ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานคณะกรรมการวิชาการและเทคนิคเพื่อรองรับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก นายพิชิต วิวัฒน์รุจิราพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) และ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมงาน


ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมหิดล มียุทธศาสตร์สำคัญหลายประการที่จะช่วยขับเคลื่อนและร่วมพัฒนาประเทศ พร้อมที่จะนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อเกิดปัญหา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ Covid-19 รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชนในการต่อยอดผลงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหา ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์มีงานล้นมือ ต้องปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์มีส่วนช่วยบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมาก จึงถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาลเพื่อทำงานร่วมกับมนุษย์ เพื่อช่วยลดการสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ สามารถใช้ในการติดตามคนไข้บนหอผู้ป่วย ใช้ในการดูแลและการพยาบาล ใช้ขนส่งอาหาร อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเวชภัณฑ์ยา สิ่งเหล่านี้ คือ เหตุผลความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนของการที่ต้องนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยงานมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง และช่วยแบ่งเบาภารกิจของบุคลากร

ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานคณะกรรมการวิชาการและเทคนิคเพื่อรองรับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID – 19) ที่มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในประเทศ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้ความสำคัญในการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไปใช้ในการช่วยเหลือประเทศชาติเป็นภารกิจพิเศษ และกำหนดผลงานวิจัยและเทคโนโลยีของ สวทช. ที่มีศักยภาพในเชิงสุขภาพและการแพทย์ และดำเนินการเพื่อสนับสนุนความต้องการการใช้เครื่องมือรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019  พร้อมทั้งประสานงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องให้เกิดความร่วมมือ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการที่ให้ความเห็นชอบผลงานวิจัยที่สำเร็จและผ่านข้อกำหนดด้านมาตรฐานและความปลอดภัยเครื่องมือแพทย์จนสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 รวมถึงยังติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าในการดำเนินงาน เพื่อการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย

สำหรับหุ่นยนต์ HAPYBot นี้ บริษัท เน็ตเบย์ (มหาชน) จำกัด ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือต่อสังคมในกิจกรรม CSR เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแพทย์และพยาบาลในการป้องกันโรคระบาดฯ ดังกล่าว และได้รับการตรวจสอบและทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์จาก ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. ในการทดสอบระบบอิเล็กทรอนิกส์ ความปลอดภัย และมาตรฐานของหุ่นยนต์ เช่น แบตเตอร์รี่ในหุ่นยนต์ต้องเป็นแบตเตอรี่ที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เกิดระเบิดเมื่อมีการชาร์จไฟเพิ่ม ระบบไฟฟ้าไม่ส่งสัญญาณไฟฟ้าที่ปล่อยคลื่นความถี่ไปรบกวนอุปกรณ์ทางการแพทย์ของโรงพยาบาล และระบบซอฟต์แวร์ รวมถึงระบบปฏิบัติการในการสั่งงานที่มีมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานภายในโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในช่วงวิกฤตโควิด – 19 ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ได้มีการนำหุ่นยนต์ HAPYBot ที่ผลิตโดยบริษัทเน็ตเบย์ มาทดสอบการใช้งานจริงเพื่อลดการสิ้นเปลืองของอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective, PPE) และความเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ในบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการทดสอบระบบอิเล็กทรอนิกส์ ความปลอดภัย และมาตรฐานของหุ่นยนต์ ซึ่งหุ่นยนต์ Hapybot มีความสามารถใน 4 ด้าน ประกอบด้วย การขนส่ง (Transport) การนำทาง (Guide) การแนะนำ-บรรยาย (Cruise) และการสนทนาแบบเห็นหน้า (TeleConference) โดยสามารถเคลื่อนที่อิสระได้ด้วยตัวเอง ด้วยความเร็ว 2.5 – 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อประโยชน์ในการใช้ขนส่งยา วัคซีน และเวชภัณฑ์การแพทย์ รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ พร้อมช่องเก็บแบบปิดเปิดและล็อคด้วยไฟฟ้า มีความจุ 17 ลิตร สามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้  10 – 15 กิโลกรัม โดยตัวเครื่องมีหน้าจอสำหรับพยาบาลเพื่อสื่อสารกับผู้ป่วย ซึ่งสามารถพูดคุยสนทนาแบบเห็นหน้าได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับระบบเน็ตเวิร์คของโรงพยาบาล
 
สำหรับคุณสมบัติพิเศษของหุ่นยนต์มีหลายฟังก์ชัน ในด้านการใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยสร้างแผนการเดินทางได้อัตโนมัติ กำหนดพื้นที่ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเดินเมื่อมีอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวาง ตลอดจนสามารถเปลี่ยนเส้นทางได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบลิฟต์สั่งเปิด-ปิดกับประตูอัตโนมัติได้ รวมทั้งมีระบบ access control ที่สามารถตั้งรหัสผ่านเพื่อป้องกันการใช้งานจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต และป้องกันการสูญหายของยา อีกทั้งสามารถตรวจสอบและรายงาน วัน-เวลา ที่ รับ-ส่ง ยา และระยะทางจากจุดเริ่มต้นถึงปลายทาง รวมถึงระบุผู้ส่ง-รับของได้ ซึ่งต่อไปคาดว่าจะมีการพัฒนาหุ่นยนต์แบบ Telemedicine ที่มีกล้องความละเอียดสูง ซึ่งใช้ช่วยแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วย สามารถดูผ่านหุ่นยนต์ได้โดยที่แพทย์กับผู้ป่วยอยู่คนละที่

โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ได้จัดระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด – 19 โดยจัดให้มี ARI Clinic (Acute Respiratory Illness  Clinic) ที่อยู่นอกตัวอาคาร สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด – 19 กับผู้ป่วยกลุ่มอื่น อีกทั้งได้จัดให้มี Cohort Ward สำหรับดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด – 19 โดยเฉพาะ ตลอดจนได้รับความร่วมมือกับภาคเอกชน จัดให้มีตู้ Negative Pressure และ Positive Pressure เพื่อเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการร่วมพัฒนา Negative Pressure Helmet กับ สวทช. ซึ่งมีลักษณะคล้ายหมวกกันน็อก มีแรงดันลบภายในตัวหมวก ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อออกนอกหมวกสู่ภายนอก


นายพิชิต วิวัฒน์รุจิราพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเน็ตเบย์ ดำเนินการเพื่อตอบแทนสังคมในกิจกรรม CSR มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มอบหุ่นยนต์สำหรับโรงพยาบาลฝีมือคนไทยรายแรกที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสาธารณสุข 10 ตัวทั่วประเทศ โดย 3 ตัวแรก มอบให้กับโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อรองรับปัญหาโควิด 19 ลดความเสี่ยงหมอและพยาบาลติดเชื้อ ซึ่งมีแนวคิด “Better Faster Cheaper” โดย หุ่นยนต์ HAPYBot จึงได้ถูกคิดค้นให้ทำหน้าที่ขนส่ง นำทาง เคลื่อนที่อิสระ เพื่อขนส่ง ยา วัคซีน และเวชภัณฑ์การแพทย์ อาหาร รวมถึงสิ่งของ อื่นๆ ได้ ตัวหุ่นยนต์มีช่องเก็บแบบปิด,เปิดและล็อคด้วยไฟฟ้า ขนาดจุ 17 ลิตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ 10-15 กิโลกรัม ในช่องเก็บของในตัวหุ่นยนต์สามารถใส่ประเภทน้ำได้ เพราะเป็นช่องหล่อในตัวชิ้นเดียว ไม่มีรอยต่อ กันน้ำไม่ให้รั่วไปกระทบยังระบบหุ่นยนต์ สามารถสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัสบนตัวหุ่นยนต์ หรือสั่งการด้วย computer web base, tablet, mobile application และ QR code ได้ โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับระบบ network ของโรงพยาบาล ทำให้การจัดส่งยาไปยังที่หมายได้หลายที่ ขึ้นกับคำสั่งการใช้งาน นอกจากนี้หุ่นยนต์ฯ ได้ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจาก สวทช. แล้ว

เปิดแล้ว!! พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ พร้อมคืนความสุขให้คนไทย

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี พร้อมเปิดให้บริการอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเปิดให้บริการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งในโซนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสืบสาน รักษา ต่อยอด Wisdom farm โดยคุมเข้มมาตรการ การป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งสอดรับกับพฤติกรรมไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคแบบ New Normal 

นายสหภูมิ  ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ         พระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า “ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. ได้มีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ มีการเตรียมมาตรการเพื่อรองรับการผ่อนคลายของภาครัฐในระยะที่ 2 ยกระดับมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามแนวปฏิบัติของภาครัฐเพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยแก่ผู้เข้าชมและเจเหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมทั้งในพื้นที่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา รวมถึงการปรับเปลี่ยนเพิ่มมาตรการเสริม ประกอบด้วย

  1. ขอความร่วมมือผู้เข้าชมใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่มาเข้าชมพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ
  2. ผู้เข้าชมทุกท่านจะต้องตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้ารับบริการ หากเกิน 37.5 องศา ให้นั่งพักและตรวจซ้ำอีกครั้ง หากไม่ลดขอความร่วมมืองดเข้าชมพิพิธภัณฑ์

        3.   ลงทะเบียนเข้า – ออก จากสถานที่ในระบบการสแกน QR-CODE หรือสมุดลงทะเบียน

        4.   มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ในจุดคัดกรอง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ จุดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

        5.  จัดให้มีจุดสัญลักษณ์ในการชมนิทรรศการ เว้นระยะห่างที่พื้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล รวมถึงจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการ

        6.   มีการทำความสะอาดพื้นที่บริการ จุดที่มีการสัมผัสอุปกรณ์และวัตถุจัดแสดงในนิทรรศการจะมีการทำความสะอาดทุก 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ

พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา นิทรรศการชั้นที่ 1 เรียนรู้พระราชประวัติ พระเกียรติคุณ และพระอัจฉริยภาพ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร โดยเปิด

ให้ชม 4 รอบ รอบละ 50 ท่าน คือ รอบที่ 1 เวลา 09.00 น. รอบที่ 2 เวลา 10.30 น.รอบที่ 3 เวลา 13.00 น.รอบที่ 4 เวลา 14.30 น. งดให้บริการในส่วนของโรงภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ ขอความกรุณาเว้นระยะห่างในการเข้าชมนิทรรศการอย่างน้อย 1.5 เมตร งดสัมผัสชิ้นงานจัดแสดง และยืนชมชิ้นงานตามจุดที่มีสัญลักษณ์

MADO Pavilion ร้านกินอยู่ดีจำหน่ายอาหารสุขภาพ และร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย ของใช้คุณภาพจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ MADO Cafe กาแฟอินทรีย์ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยขอความร่วมมือตามาตรการที่กำหนด

แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสืบสาน รักษา ต่อยอด Wisdom Farm ท่ามกลางบรรยากาศแปลงนาอินทรีย์ ลงมือปฏิบัติทำนาโยนกล้า สัมผัสเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตเกษตรไทย 4 ภาค ดื่มด่ำกับกาแฟอินทรีย์และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพบนสะพานไม้ไผ่ที่ WISDOM CAFÉ

          ตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง “11 ปี สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตร” ระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2563 นำถุงผ้ามาชม ชิม ช้อป เลือกซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ตามสไตล์คนรักสุขภาพ หลากหลายด้วยผัก ผลไม้ประจำฤดูกาล ต้นไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ พร้อมจัดอบรมวิชาของแผ่นดิน โดยเปิดให้ลงทะเบียนหน้าห้องอบรมเท่านั้น พร้อมจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม เริ่มต้นวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 ด้วยหลักสูตรพืชสีเขียว สุดยอดจุลินทรีย์บำรุงพืช เรียนรู้การสกัดสารจากพืชสีเขียว และการใช้ประโยชน์ในการบำรุงดิน บำรุงพืช และหลักสูตรน้ำสกัดอาหารพืช เรียนรู้การทำน้ำสกัดจากพืช 4 สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อเป็นธาตุอาหารหลักให้กับพืชป้องกันและขับไล่แมลงศัตรูพืช โดยอาจารย์ปรีชา  บุญท้วม เครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ระยอง และในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563 พบหลักสูตรผืนดินเพชรพิมาย           กับความอุดมสมบูรณ์ เรียนรู้เทคนิคการพลิกฟื้นผืนดินโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยอาจารย์ทอง ธรรมดา เจ้าของสวนเพชรพิมาย จ.นครราชสีมา ปิดท้ายด้วยหลักสูตรการทำสบู่เหลงล้างมือสูตรสมุนไพร โดยอาจารย์อริยาภรณ์ เลิศพัฒนกิจกุล กรุงเทพฯ

          แม้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ทางพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ยังคงตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้เข้าชมและเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ จึงขอความร่วมมือทุกท่านปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคอย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะได้มาท่องเที่ยวพักผ่อนอย่างปลอดภัยและสบายใจ ชมนิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ร้านกินอยู่ดี บริเวณ MADO Pavilion สนุกเพลิดเพลินท่องเที่ยวเชิงเกษตรโซน wisdom farm เดินชมทุ่งนาอินทรีย์บนสะพานไม้ไผ่ ชมดอกบัวหลากหลายสายพันธุ์ เรียนรู้วิถีเกษตรไทยที่บ้านเรือนไทย 4 ภาค สนุกสนานกับการทำนา โยนกล้า ดื่มด่ำกับกาแฟอินทรีย์และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที wisdom cafe

          สอบถามเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ               อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนครเดิม) ริมถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี หรือทาง http://www.wisdomking.or.th Line ID:@wisdomkingfan ทาง Facebook : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิม        พระเกียรติฯ

รองผู้ว่า จ.ปทุมธานี ลงพื้นที่ตรวจความพร้อม อพวช. ก่อนเปิดให้บริการในวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย. นี้

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงค์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ให้การต้อนรับนายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.จ.ปทุมธานี พร้อมด้วย นายนิติชัย วิริยานนท์ นายอำเภอคลองหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการเปิดให้บริการพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ของ อพวช. พร้อมนำเสนอมาตรฐานการคัดกรองความปลอดภัยแก่ประชาชนแบบ New Normal ณ ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงค์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศปลดล็อกระยะสองช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนั้น เนื่องจาก อพวช. เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ มีหลายพิพิธภัณฑ์ที่ต้องให้บริการ อีกทั้งนิทรรศการและกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นแบบ Interactive อพวช. ได้เตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้านทั้งสถานที่ การจัดการพิพิธภัณฑ์เพื่อการรองรับผู้เข้าชม จัดอบรมเจ้าหน้าที่และบุคลากรของ อพวช. เรื่องการใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง เพื่ออำนวยความสะดวกในทุกมิติ สร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าชมทุกท่าน ทั้งนี้        ต้องขอบคุณ นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ในการนำทีมเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้คำแนะนำติชมในจุดต่าง ๆ ที่ อพวช. จัดไว้รองรับการกลับมาเปิดให้บริการ

นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจจุดคัดกรองของ อพวช. ในวันนี้ต้องชื่นชมว่า อพวช. จัดไว้ได้อย่างรัดกุม มีมาตรการความปลอดภัยสำหรับการบริการ เช่น การตรวจคัดกรองด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีการทำ social distancing มีการใช้ QR code ของไทยชนะ มีการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ เจลล้างมือ หน้ากากอนามัย ฯลฯ จัดพื้นที่ให้เหมาะสมตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งคาดหวังว่าเมื่อเปิดให้บริการจะสามารถคงมาตรฐานต่าง ๆ อย่างเช่นในวันนี้

ผศ.ดร.รวินฯ ฝากเพิ่มเติมว่า อพวช. พร้อมเปิดให้บริการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ และพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ระยะแรกในเดือนมิถุนายนตั้งแต่วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป เฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.30 – 17.00 น. พิเศษฟรีค่าเข้าชมตลอดเดือนมิถุนายน โดยต้องมีการจองเข้าชมออนไลน์มาล่วงหน้า และมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละรอบ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมพิพิธภัณฑ์ สามารถจองเข้าชมออนไลน์ล่วงหน้าได้ที่ http://booking.nsm.or.th หรือที่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 577 9999 ต่อ 2122 ,2123

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อยานอวกาศ โจทย์ยากด้านวิศวกรรมที่เด็กไทยก็ทำได้

จากความสำเร็จของนาซาและสเปซเอกซ์ ที่ส่ง 2 นักบินอวกาศสหรัฐเดินทางสู่สถานีอวกาศนานาชาติจากแผ่นดินอเมริกาโดยยานอวกาศของบริษัทเอกชน และเชื่อมต่ออย่างปลอดภัย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา เทคโนโลยีอวกาศกลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนพูดถึงกันมาก และหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ  “การเชื่อมต่อของยานอวกาศนั้น แท้จริงแล้วมีเทคนิคด้านวิศวกรรมอย่างไร?”

ดร. พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ วิศวกรด้านระบบควบคุม และเมคาทรอนิกส์ ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เปิดเผยว่า “กระบวนการเชื่อมต่อยานอวกาศ เป็นหนึ่งในกระบวนการเชิงเทคนิควิศวกรรมด้านระบบการควบคุมและนำร่อง ควบคู่กับความรู้ด้านวิศวกรรมอากาศยานที่ซับซ้อนมากที่สุด หากจินตนาการว่าวงโคจรของยานอวกาศเปรียบเสมือนถนน ผู้ขับขี่ก็เปรียบเสมือนตัวควบคุมที่ต้องมีความรู้ด้านพลวัตของระบบถึงจะสามารถควบคุมวัตถุใดๆ ได้อย่างแม่นยำทั้ง เวลา ตำแหน่งและการวางตัว  หากมีความผิดพลาดที่เกิดขึ้นย่อมมีความเสี่ยงต่อทั้งยานอวกาศและสถานีอวกาศที่ต้องการเชื่อมต่อตลอดจนชีวิตของนักบินอวกาศด้วย  การคำนวณต่าง ๆ ตามกระบวนดังกล่าว วิศวกรจำเป็นต้องมีความเข้าใจและอุดรอยรั่วของระบบทั้งหมดก่อนเริ่มภารกิจ”

เนื่องจากเป็นโจทย์ยากที่ท้าทายความสามารถด้านวิศวกรรมขั้นสูง จึงทำให้วิศวกรสนใจพัฒนาอัลกอริธึมด้านการเชื่อมต่อของวัตถุอวกาศอยู่จำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นประเทศมหาอำนาจได้แก่ อเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น สำหรับคนไทย ก็มีวิศวกรรุ่นใหม่ชาวไทย ที่สนใจด้านวิศวกรรมอวกาศ ได้พัฒนาและต่อยอด “งานวิจัยการประมาณค่าพิกัดและการวางตัวของยานอวกาศเพื่อประยุกต์ใช้ในพันธกิจการเชื่อมต่อวัตถุอวกาศที่แม่นยำ” ที่ประยุกต์ระเบียบวิธีการเรียนรู้เชิงลึก หนึ่งในกระบวนการด้านปัญญาประดิษฐ์   (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาเป็นสมองกลให้กับระบบ เพื่อช่วยประมาณค่าเชิงพิกัดของยานอวกาศที่จะมาเชื่อมต่อ

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานของ นายทวีรัชต์ พิศาลนพวงศ์ หรือ น้องเพชร นักศึกษาชั้นปีที่ 3  จากภาควิชาวิศวกรรมการบิน วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ใช้หลักการของปัญญาประดิษฐ์ ประมวลผลภาพจำลองจากโปรแกรม  Unreal Engine 4 ที่ใช้สร้างภาพสามมิติได้อย่างสมจริงและทำให้วัตถุอวกาศสามารถเคลื่อนไหวแบบพลวัตได้ตามต้องการ นำมาจำลองภาพยานอวกาศโซยุซของรัสเซีย (ซึ่งมีพันธกิจเดียวกันกับยานดรากอนของสเปซเอกซ์) เป็นผลให้ได้ข้อมูลมหาศาลเพื่อใช้ในกระบวนการเรียนรู้ของปัญญาประดิษฐ์     

งานวิจัยนี้มีที่ปรึกษา ได้แก่  ดร. พัชรินทร์ คำสิงห์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบิน และ อาจารย์ผู้ดูแลห้องปฏิบัติการ Air-Space Control, Optimization and Management Laboratory สจล. เป็นที่ปรึกษาหลักด้านระเบียบวิธีการเรียนรู้เชิงลึก และการประมวลผลภาพ ร่วมกับ ดร. พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ วิศวกรด้านระบบควบคุมและเมคาทรอนิกส์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับ Spacecraft kinematics และ On-orbit relative motion 

   อย่างไรก็ตาม การประมวลผลเชิงกราฟิกของข้อมูลจำนวนมหาศาล ต้องใช้หน่วยประมวลผล   จำนวนมาก  งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจาก NARIT พร้อมคำแนะนำจาก ดร. อุเทน แสวงวิทย์ นักวิจัยชำนาญการและหัวโครงการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ศูนย์ข้อมูลดาราศาสตร์แห่งชาติ ที่ติดตั้งอยู่ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ มาช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมากดังกล่าว  ใช้หน่วยประมวลผลเชิงกราฟิก 3 มิติ 32GB จำนวน 4 ตัว และ 16GB จำนวน 4 ตัว ที่จำเป็น        อย่างยิ่งในการคำนวณเชิงลึก ทำให้งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่จัดขึ้น โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ (Institute of Electrical and Electronics Engineers : IEEE) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โจทย์งานวิจัยเชิงวิศวกรรมเชิงลึกมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ให้มีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอันทันสมัยและลำ้หน้าในต่างประเทศ และที่ผ่านมายังไม่มีใครเริ่มต้นทำในประเทศไทย  อีกทั้งคนส่วนใหญ่มักมองโจทย์ด้านอวกาศเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้การลงทุนที่สูงจากภาครัฐ แต่ในปัจจุบันมีเครื่องมือหลายๆ ชนิดที่ช่วยทำให้เราสามารถศึกษาศาสตร์ด้านนี้โดยไม่ต้องลงทุน และไม่จำเป็นต้องไปทำถึงอวกาศแต่สามารถนำเสนอแนวคิดและทดสอบในสภาวะจำลองจากพื้นโลกเช่นเดียวกับงานวิจัยนี้ นอกจากนี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมระบบควบคุม ในภารกิจอวกาศด้านอื่น ๆ ได้ เช่น สร้างระบบ Active debris removal : ADR  เป็นการออกแบบระบบดาวเทียมเพื่อใช้กำจัดขยะอวกาศ   ซึ่งในขณะนี้องค์การอวกาศแห่งสหภาพยุโรปนำโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส โลซาน ได้พัฒนา Payload เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการเก็บขยะอวกาศภายใต้โครงการ CleanSpace-1 อีกทั้งยังมีบริษัท Actroscale ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนด้านอวกาศ ของประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาดาวเทียมในภารกิจนี้เช่นกัน  การวิจัยด้านนี้ถือเป็นเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าที่แต่ละประเทศยังคงค้นหาคำตอบด้านวิศวกรรมที่เหมาะสมที่สุดมาพัฒนาต่อไป ดร. พีรพงศ์ กล่าวปิดท้าย 

แต่งตั้ง “กิติพงค์” นั่ง ผู้อำนวยการ สอวช. สมัยที่ 2

ภายหลังจากที่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยคณะอนุกรรมการสรรหาและคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้มีการประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็น ผู้อำนวยการ สอวช. ตั้งช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อสรรหาผู้อำนวยการ สอวช. ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 นั้น

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 28 แห่งตามพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 แต่งตั้ง ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สอวช. ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2563

ทั้งนี้ ดร. กิติพงค์ ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สอวช. ในวาระที่ 1 มาเป็นระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 –  30 พฤษภาคม 2563 และมีบทบาทสำคัญในการนำองค์กรเปลี่ยนผ่านจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สู่ สอวช.

สอวช. ภายใต้การนำของ ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแนวนโยบายที่ส่งต่อสู่หน่วยงานปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและบูรณาการทั้งด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศอย่างเป็นระบบ รวมถึงการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ   อววน. ที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมและปัจจัยสนับสนุนที่เอื้อต่อการพัฒนา อววน. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการพัฒนาขีดความสามารถของ สอวช. ในฐานะหน่วยงานนโยบายของประเทศด้าน อววน. ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิผล ผ่าน 5 การขับเคลื่อนสำคัญ คือ 1. ขับเคลื่อนการแปลงนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. ไปสู่แผนปฏิบัติการ อาทิ แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) แผนด้านการอุดมศึกษา แผนด้านการพัฒนากำลังคนและการเรียนรู้ตลอดชีวิต แผน BCG (Bio – Circular – Green Economy) และแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI เป็นต้น 2. ขับเคลื่อนงานวิจัยนโยบายเชิงระบบ (System Research) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาสาขาเป้าหมาย 10 สาขา ได้แก่ เกษตร อาหาร พลังงาน เศรษฐกิจฐานราก การแก้ไขความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ SME เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อุตสาหกรรมการผลิต 4.0 นวัตกรรมทางสังคมและมนุษย์ รวมถึงสาขาการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต 3. การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ อววน. ในเชิงโครงสร้าง กลไก และการบริหารจัดการ อาทิ การปลดล็อคการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับงานวิจัยและนวัตกรรม ปลดล็อคการจัดตั้ง Holding Company ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเพื่อเป็นกลไกร่วมลงทุนนวัตกรรมกับภาคเอกชน ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม (Thai Bayh-Dole Act) ขับเคลื่อน Regulatory Sandbox พิสูจน์นวัตกรรมและปลดล็อคกฎหมายที่เป็นอุปสรรคโดยเริ่มนำร่องในภาคเกษตรอาหาร และ Circular Economy ข้อเสนอจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ปรับระบบบริหารจัดการทุนและ Transform หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ไปสู่โครงสร้างการบริหารและจัดการทุนที่มีประสิทธิผล การปรับระบบงบประมาณ อววน. ไปสู่การจัดสรรทุนแบบ Block Grant / Multi-years การวางระบบเชื่อมโยงข้อมูล อววน. ข้อเสนอเชิงนโยบายการให้ทุนสนับสนุนแก่ SME (SBIR/STTR) และระบบติดตามและประเมินผล อววน. ของประเทศ 4. การขับเคลื่อนหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ให้มีประสิทธิผลและจัดระบบบริหารจัดการงานวิจัยเชิงโครงสร้างระบบให้เข้มแข็ง และ 5. พัฒนา สอวช. เป็นองค์กรที่มีขีดความสามารถในการจัดทำและบริหารจัดการนโยบาย อววน. ของประเทศ ทั้งในเชิงประสิทธิภาพองค์กร วัฒนธรรมองค์กร และการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้